-->

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย

       
    กระทรวงศึกษาธิการจำเป็นที่จะต้องกล้ายอมรับความจริงที่ว่า สาเหตุของคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำมาตลอดในช่วงการปฏิรูปการศึกษา มีสาเหตุจากระบบประเมินคุณภาพการศึกษาแบบผิดๆ ไม่ใช่สาเหตุอื่น แล้วให้ดำเนินการปฏิรูปวิธีการประเมินคุณภาพการศึกษาเสียใหม่โดยยึดหลักการ "การประเมินที่ดีย่อมไม่สร้างภาระการประเมินแก่ผู้ถูกประเมิน" และให้มีวาระแห่งชาติ (ทางการศึกษา) ว่าด้วยการลดภาระการประเมิน อาจรณรงค์ด้วยคำสำคัญว่า "ครูต้องทำหน้าที่สอน" หลังจากทำตามมาตรการแล้วประเมินผลโดยให้ทำโพลล์สำรวจดัชนี "ภาระการประเมิน" ของ ครู/อาจารย์ ทุกสามเดือน สำหรับมาตรการที่จะต้องทำมีดังนี้
1.     ให้เปลี่ยนรูปแบบการประเมินคุณภาพการศึกษา
             -โดย  ให้ยกเลิกการประเมินตนเองโดยสถานศึกษา เพราะที่ผ่านมา การประเมินตนเอง-กันเองได้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง
              -ให้ สมศ. เป็นผู้ประเมิน โดยใช้ดัชนีการประเมิน ชนิดผลลัพธ์จำนวนไม่เกิน 5 ดัชนีโดยใช้ดัชนีสำคัญที่ไม่สามารถสร้างหรือแต่งขึ้นได้โดยสถานศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาเราใช้ดัชนีจำนวนมากโดยหลายดัชนีไม่สำคัญจริงแต่ได้รับการให้ น้ำหนักเท่ากับดัชนีสำคัญทำให้คะแนนเฉลี่ยที่คิดออกมาไม่สอดคล้องกับความ เป็นจริง (บางท่านอาจวิตกว่าจำนวนดัชนีเพียง 5 ดัชนีจะน้อยเกินไปและเกิดปัญหาเนื่องจาก สมศ. ได้จัดเตรียมบุคลากรไว้สำหรับทำการประเมินจำนวนมาก ผู้เขียนคิดว่าน่าจะแก้ปัญหานี้ได้ โดยเมื่อเราลดการประเมินตนเองของสถานศึกษาตามข้อ 1.1 แล้วก็จะมีงานบางงานที่ต้องการคนที่เข้าไปทำแทน ตัวอย่างเช่นเรื่องประเมินความพึงพอใจของสถานประกอบการต่อสถานศึกษาก็ให้ใช้ บุคลากรเหล่านี้ ซึ่งเชื่อว่าทำได้เป็นกลางและข้อมูลถูกต้องกว่า)
      -ให้ยกเลิกการประเมินคุณภาพภายในที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษา เพราะที่ผ่านมาทางกระทรวงศึกษาได้ทำให้รูปแบบการประเมินภายในกลายสภาพไปซ้ำ ซ้อนกับการประเมินภายนอกของ สมศ. ซึ่งเป็นงานฟอร์มใหญ่และเป็นทางการ นับเป็นการสิ้นเปลืองโดยการสร้างงานเอกสารไม่จำเป็นสูงสุดเพราะทำให้สถาน ศึกษาต้องจัดทำเอกสารและกิจกรรมเพื่อประเมินปีละไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งโดยไม่จำเป็น (การประเมินคุณภาพภายในควรจะเป็นเรื่องภายในจริงๆขององค์กร โดยมีลักษณะง่ายๆ ไม่สิ้นเปลือง ไม่เป็นทางการ และประเมินเฉพาะบางเรื่องที่อยากจะรู้) ขอให้พิจารณาการจัดการศึกษาของประเทศจีนเป็นตัวอย่าง กระทรวงศึกษาธิการจะให้โรงเรียนมีอิสระบริหารจัดการภายในกันเองค่อนข้างสูง เพียงแต่ดำเนินตามกรอบแนวทางที่รัฐ และกระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ก็พอ
2.     ยกเลิกการใช้เอกสาร มคอ. (รวมทั้งเอกสารประกันคุณภาพอื่นๆ ประเภทเดียวกัน) ของกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากเป็นเอกสารที่ให้ทำโดยขาดความเข้าใจเรื่องประกันคุณภาพ ทำให้สร้างภาระงานเอกสารโดยไม่จำเป็นแก่สถานศึกษา
3.     ให้ประเมินการทำงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของครูจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน แทนการประเมินจากเอกสารงานวิชาการ

อ้างอิง:https://blog.eduzones.com/poonpreecha/102034
                                                                                                                                                            


การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย

โดย...ประทีป แสงเปี่ยมสุขศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ)
     
       คุณภาพการจัดการศึกษาของประเทศไทย จากการประเมินตรวจสอบของหลายสำนักล้วนสอดคล้องกันว่า อยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง คุณภาพตกต่ำติดต่อกันมาหลายปี นักเรียนด้อยคุณภาพ เราปฏิรูปการศึกษากันมาหลายครั้ง ลงทุนด้านการศึกษาไปค่อนข้างสูง แต่คุณภาพยังตกต่ำ ไม่ประสบความสำเร็จเลย ควรจะทบทวนและใคร่ครวญดู การแก้ปัญหาการจัดการศึกษาจึงถึงเวลาต้องให้ยาแรง โดยอาจใช้วิธีการหรือแนวทางที่ผู้เขียนจะนำเสนอต่อไปนี้
                   1. การประเมิน/ตรวจสอบสถานศึกษาหรือบุคลากรของสถานศึกษาทุกประเภท ทุกครั้งของทุกหน่วยงานต้องประเมินที่ตัวนักเรียนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการประเมินคุณภาพสถานศึกษาของ สมศ.การประเมินกิจกรรมดีเด่นทุกประเภท เช่น สถานศึกษาดีเด่น การประกวดกิจกรรมดีเด่นของสถานศึกษา การประเมินผู้บริหารดีเด่น ครูดีเด่น ฯลฯ ไม่ใช่ประเมินตรวจสอบเพียงเอกสาร/หลักฐานที่สถานศึกษาจัดเตรียมไว้ให้ ต้องประเมินที่ตัวนักเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อย่างน้อยต้องประเมินการอ่านและเขียนภาษาไทยด้วยคำพื้นฐานทุกระดับชั้นเป็นเบื้องต้น นอกจากนั้นควรประเมินทักษะของผู้เรียน เช่น ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการคิด และทักษะการสื่อสาร เป็นต้น โดยให้นักเรียนปฏิบัติจริง ต้องยอมเสียเวลาไปบ้าง อย่าประเมินเอกสาร/หลักฐานเพียงอย่างเดียว


อ้างอิง:http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000002172

การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย

            2. การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปยังส่วนภูมิภาคอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงนโยบายที่สวยหรู แต่ในทางปฏิบัติกระทำได้น้อย ส่วนกลางจะกำหนดแนวทางการปฏิบัติโดยระดมความคิดจากนักวิชาการที่อยู่ส่วนกลางแล้วสั่งการไปยังส่วนภูมิภาค โครงการ/กิจการบางกิจกรรมดำเนินการเหมือนกันตั้งแต่เชียงรายถึงนราธิวาส สิ้นปีงบประมาณครั้งหนึ่งส่วนภูมิภาคจะตั้งตารอคอยโอกาส/กิจกรรม/แนวทางจากส่วนกลางไม่มีโอกาสคิดเองทั้งหมด ปีใดที่การมอบหมายให้ส่วนภูมิภาคคิดเอง ทำเอง จะทำไม่ค่อยถูก ติดขัดเพราะไม่เคยชิน ส่วนกลางต้องใจเย็นๆ แม้จะไม่ได้ผลในปีแรกๆ ก็จะค่อยๆ ดีไปเองในปีหลังๆ ส่วนกลางเพียงคอยดูแลให้กำลังใจ ยกย่องให้รางวัล จัดเวทีให้นำผลงาน/กิจกรรมเด่น ในอดีตที่ผ่านมาส่วนกลางจะมอบให้ส่วนภูมิภาคคิดเองทำเองเพียง 20% พอเป็นกระสัยให้ได้ชื่อว่าได้กระจายอำนาจแล้ว ควรกระจายอำนาจการจัดการศึกษาทุกอย่างให้ส่วนภูมิภาคทั้ง 100% เรามีสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงหลายแห่งในแต่ละภูมิภาค เรามีข้าราชการที่มากประสบการณ์แม้จะเกษียณราชการไปแล้วก็เชิญมาระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และร่วมกันแก้ปัญหา


อ้างอิง:http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000002172

การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย

              3. การปรับหลักสูตร พึงตระหนักอยู่เสมอว่า การปรับหลักสูตรไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทุกครั้งที่มีปัญหาทางการศึกษา เรามักจะมองที่หลักสูตร จับหลักสูตรเป็นจำเลยของสังคม ทั้งๆ ที่ปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาเกิดจากองค์ประกอบหลากหลายอาจไม่ใช่สาเหตุจากหลักสูตรก็ได้ เราไม่เคยมองที่กระบวนการนำหลักสูตรไปใช้ กระบวนการนิเทศติดตาม ปัญหาอาจจะอยู่ตรงนั้นก็ได้ เอาเถอะไหนๆ ก็จะปรับหลักสูตรเพราะดำเนินการได้ง่ายและสะดวก ก็ขอเสนอแนวในการดำเนินการปรับหลักสูตร รูปแบบการปรับหลักสูตรควรดำเนินการให้เหมือนการซ่อมแซมบ้าน ตรงไหนชำรุด บกพร่อง ตรงไหนไม่ดีก็ปรับเฉพาะส่วนนั้น ไม่ใช่รื้อบ้านสร้างใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่หน้าปกถึงหน้าสุดท้าย กล่าวคือ ทำใหม่ทั้งเล่มนั่นแหละ จะเป็นภาระให้กับสถานศึกษาและครูผู้สอน แทนที่จะใช้เวลาในการเตรียมการสอน การคิดค้นนวัตกรรม หรือวิธีการใหม่ๆ ที่ประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน
 

อ้างอิง:http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000002172

การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย

4. ทบทวนรูปแบบการเลื่อนวิทยฐานะของบุคลากร การประเมินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะให้สูงขึ้น เป็นครูชำนาญการ (ซี 7) ครูชำนาญการพิเศษ (ซี 8) ครูเชี่ยวชาญ (ซี 9) และครูเชี่ยวชาญพิเศษ (ซี 10) ดำเนินการมาหลายปี มีจำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะสูงขึ้นอยู่มากมาย การเลื่อนวิทยฐานะครู ก็คือ ให้ครูคิดค้นและสร้างสื่อ/นวัตกรรมหรือแนวทางที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาในโรงเรียนของตน แล้วนำไปพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียนของตนให้มีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนส่งเสริม แต่ที่เราน่าจะทบทวนดูว่า ครูและบุคลากรที่เลื่อนวิทยฐานะไปหลายปีแล้วยังคงใช้หรือพัฒนาต่อยอดสื่อ/นวัตกรรมหรือแนวทางการพัฒนาในการจัดการเรียนการสอนหรือพัฒนาการศึกษาอยู่หรือไม่ หรือได้พัฒนาผลงานทางวิชาการของตนเองไปแค่ไหน หรือเลิกใช้แล้ว


อ้างอิง:http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000002172

การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย

แนวทางพัฒนาการศึกษาของชาติ
          ประเด็นสําคัญ 2 เรื่อง คือการกระจายโอกาสทางการศึกษา และคุณภาพการศึกษา

1. การกระจายโอกาสทางการศึกษา ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโอกาสทางการศึกษานี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะที่ผ่านมา สิ่งที่เราทํานั้นเหมือนว่าเราได้จัดการศึกษาอย่างทั่วถึงแล้ว มีการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ 12 ปี เรามีตัวเลขที่ดูเหมือนว่าจะดี แต่ในความเป็นจริง เด็กออกจากระบบโรงเรียนมากมาย โดยไม่ได้ประโยชน์จากการเรียนในระบบ เพราะการสอนด้วยเนื้อหาตําราที่ห่างไกลชีวิต ไม่ช่วยให้เด็กส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจากเรื่องที่เรียน

การกระจายโอกาสทางการศึกษานี้สําคัญมากและเกี่ยวโยงไปหลายเรื่องขอสรุปปัญหาเรื่องโอกาสทางการศึกษาดังนี้
         1.1 โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เด็กยากจน เด็กชนบทมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพน้อยกว่าเด็กในเมืองและเด็กมีฐานะดี เด็กยากจนเหล่านี้ไม่มีเงินกวดวิชา ส่วนมากจึงต้องเรียนโรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบทที่ขาดแคลนบุคลากร ครุภัณฑ์ ส่วนเด็กที่พอจะมีเวลา มีฐานะก็มุ่งหน้ากวดวิชา สอบแข่งขันเข้าเรียนในเมือง เด็กในเมืองก็แข่งขันเข้าเรียน โรงเรียนดังหรือกรุงเทพฯ ในขณะที่รัฐจ่ายงบประมาณตามรายหัว โรงเรียนใหญ่ก็ได้งบฯมาก โรงเรียนเล็กได้งบฯน้อย โรงเรียนเล็กจึงขาดคุณครู เจ้าหน้าที่ วัสดุอุปกรณ์ ฯลฯ คุณภาพทางการศึกษา จึงแตกต่างกันมาก 
         1.2 เด็กที่ออกจากระบบก่อน ม.6 ประมาณ 60% เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นเด็กที่ไร้การศึกษา เพราะการศึกษาแบบหลักสูตรสําเร็จรูป การสอบแบบท่องจําเนื้อหาหรือวิธีคํานวณ เป็นการเรียนเพื่อสอบและการเรียนเพื่อเรียนต่อ การศึกษาอย่างนี้กลายเป็นเครื่องมือแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีโอกาสและกลุ่มไร้โอกาส ระบบแบบนี้ทําให้เด็ก 60% กลายเป็นคนขาดโอกาสที่จะพัฒนาชีวิตด้วยการศึกษาส่วนอีก 40% ที่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ก็เรียนจบมาเจอสภาพตกงานปีละ 100,000 กว่าคน เพราะปัญหาคุณภาพอุดมศึกษา 
          1.3 เด็กที่เสียเปรียบจากความยากจน ถึงแม้จะได้เรียนฟรี แต่เป็นการเรียนฟรีที่ไร้คุณภาพ การจะสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ (ที่รัฐจ่ายงบประมาณมาก ๆ) จึงเป็นไปได้ยากมาก นักเรียนในชนบท รวมทั้งที่เรียนในเมือง แต่ไม่มีเงินกวดวิชา แทบหมดโอกาสที่จะเข้าเรียนต่อในคณะและสาขาที่มีการแข่งขันสูง เพราะการคัดเลือกเข้าเรียนต่อที่วัดผลด้านเดียว คือด้านการทําข้อสอบ   เด็กกลุ่มนี้จึงต้องกู้เงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชน และมหาวิทยาลัยที่มีการแข่งขันต่ำ ความหวังแค่ให้เรียนจบ เพราะคิดว่าปริญญาจะเป็นใบเบิกทางสู่อาชีพการงานที่ดี   แต่ในสภาพจริง บัณฑิตจํานวนมากที่มีแค่ปริญญา แต่ขาดทักษะอนาคต (21stCentury Skills) จะหางานทําได้ยากมากส่วนมากต้องไปทํางานอื่น ๆ ซึ่งไม่ตรงกับสาขาที่เรียนมา เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ความต้องการคนทํางานเปลี่ยนไป แต่มหาวิทยาลัยยังคงสอนแบบเดิม ๆ เปิดคณะสาขาแบบเดิม โดยไม่ใส่ใจกับโอกาสได้งานของบัณฑิต   บัณฑิตเหล่านี้เมื่อจบออกมาไม่มีงานทํา ไม่มีเงินใช้หนี้ ครบ 3 ปี โดนหน่วยงานรัฐอย่าง กยศ.ฟ้อง กลายเป็นจําเลย เป็นความเสียเปรียบซ้ำซ้อนของเด็กยากจน
         1.4 เด็กที่ออกจากระบบโรงเรียน เมื่อไปทํางานขาดโอกาสในการพัฒนาชีวิตและอาชีพของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่มีหน่วยงานและงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่สามารถนําวิชาความรู้ไปช่วยเขาได้ แต่ขาดแนวคิดและวิธีการจากหน่วยงานทางการศึกษาเหล่านั้น การแก้ปัญหาเรื่องโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา น่าจะเป็นสิ่งแรกที่ควรทํา เพราะเมื่อทําแล้วจะมีครู ผู้ปกครองนักเรียนได้รับประโยชน์มาก เป็นการทําเพื่อคนส่วนใหญ่ในประเทศ

แนวทางในการแก้ปัญหานี้ คือ
     1. เปลี่ยนแปลงการจัดงบประมาณให้เป็นไปตามความจําเป็น (ไม่ใช่งบฯต่อรายหัว) โรงเรียน มหาวิทยาลัยที่มีครบ ควรใช้งบประมาณจากรัฐน้อยลง อีกทั้งยังมีหลายโรงเรียนที่น่าจะเลี้ยงตัวเองได้ เพื่อให้รัฐได้ใช้งบประมาณส่งไปให้โรงเรียน มหาวิทยาลัยห่างไกลที่ยังต้องการงบฯลงทุนอีกมาก
     2.พัฒนาส่งเสริมกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) กรอ.จะเป็นตัวช่วยให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้เรียนในระดับอุดมศึกษา เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาคนจริง ๆ ผู้กู้ในโครงการ กรอ.นี้ต่างจากผู้กู้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) คือเด็กที่กู้ กรอ.ถ้าเรียนจบปริญญาแล้วไม่มีงานทํา ไม่ต้องใช้หนี้คืน และถ้ามีงานทําก็แค่เสียภาษีเพิ่มกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อทยอยใช้หนี้
     3.การสนับสนุนชุมชนร่วมจัดการศึกษาของโรงเรียน เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชีวิตเด็กในแต่ละโรงเรียนหรือแต่ละห้องเรียนตามสภาพจริงโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากกว่าที่ผ่านมา จากอดีตจนปัจจุบัน เรามีการจัดทํา หลักสูตรแกนกลาง ส่งตรงจากกระทรวงไปทั่วประเทศด้วยวิชาเนื้อหาที่ละเอียด ชัดเจนทําให้เด็กจํานวนมากต้องเรียนเรื่องที่กระทรวงกําหนด ครูต้องสอนตามกําหนดโดยมีหลักสูตรเป็นสําคัญ    หลักสูตรจากส่วนกลางจะมีเนื้อหามากมายที่เด็กไม่มีโอกาสได้ใช้เนื้อหานั้นไปทําประโยชน์อะไรเลย แต่ต้องเรียนเพื่อทําข้อสอบ กลายเป็นภาระทําให้เด็กเสียเวลาการสอบแบบโบราณ การทําให้ชุมชนเห็นความสําคัญ และเพิ่มบทบาทให้เข้าร่วมรับผิดชอบ จะทําให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย และเรียนรู้ตามที่ควรเป็น
      4.นําการศึกษาสู่ประชาชน เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ควรส่งเสริมให้สังคมเป็นสังคมที่มีการศึกษา ให้คนที่อยู่นอกระบบโรงเรียนจํานวนมากได้โอกาสที่จะพัฒนาอาชีพและชีวิต โดยมี กศน.วัด ชุมชนและองค์กรเอกชนเป็นส่วนร่วมในการใช้พื้นที่ และสร้างองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนเองการจัดการศึกษาแบบนี้จะทําให้วิชาความรู้ต่าง ๆ ในระบบการศึกษาสามารถส่งต่อไปยังชุมชน และเป็นการศึกษาอย่างแท้จริง
         ตัวอย่างเช่นคนที่ทํามาหากิน เช่น คนขับแท็กซี่ แม่ค้าพ่อค้า แผงลอย สามารถเรียนภาษาอังกฤษ เรียนกฎหมาย เรียนเรื่องโภชนาการได้ทางวิทยุ โรงเรียนควรออกให้ความรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพของคนในสังคมรอบ ๆ สถานศึกษาของตัวเอง
      5.การส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เอาปัญหาของประเทศเป็นตัวตั้ง และพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของบ้านเมือง ปัญหาเรื่องทรัพยากรปัญหาเรื่องน้ำ ปัญหาการเมือง ปัญหาสังคมต้องได้รับการศึกษา วิจัย และหาแนวทางจัดการที่เหมาะสม ถ้ามหาวิทยาลัยไม่สามารถเป็นปัญญาของสังคมได้แล้ว เราจะไปหวังพึ่งพาความรู้จากที่ไหน
     6.ถ้าเรามีระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ดี จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องโอกาสในการศึกษา และยังส่งเสริมคุณภาพการศึกษาด้วยการนําเสนอการสอบเข้า และการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ดังนี้
           6.1 สอบอุดมศึกษา ให้สอบพร้อมกันโดยมหาวิทยาลัย คณะต่าง ๆ อาจร่วมกันออกข้อสอบ หรือแยกออกข้อสอบ แล้วแต่ความต้องการของมหาวิทยาลัย หรือคณะนั้น ๆ ดังนั้น การสอบนี้จะเรียกว่าสอบตรงก็ได้ แต่สอบพร้อมกันหมดอาจเป็นช่วงสอบ 10 วัน เพราะจะมีจํานวนวิชาสอบมาก และเด็กต้องตัดสินใจเลือกเองว่าจะสอบเข้าคณะอะไร วิธีแบบนี้เด็กไม่ต้องวิ่งสอบ ประหยัดค่าใช้จ่าย มหา
ลัยก็ได้เด็กตามแบบที่ตนต้องการ จะให้สอบวิชาไหน ก็กําหนดในใบสมัครเลย ด้วยวิธีนี้จะเป็นการประหยัด เด็กไม่ต้องวิ่งรอกสอบตามที่ต่าง ๆ
          6.2 มหาวิทยาลัยสามารถกําหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ได้ตามต้องการ เช่น ต้องมีคุณสมบัติแบบไหน ต้องการทักษะแบบไหน ตรงนี้จะไปมีส่วนเปลี่ยนการเรียนการสอนและการประเมินผลในโรงเรียน และลดปัญหาเด็กเอาแต่กวดวิชาแข่งขัน โดยขาดการพัฒนาทักษะอื่น ๆ
           6.3 ในการรับโครงการพิเศษ ความสามารถพิเศษ สอบโควตาพิเศษต่าง ๆ โควตาพื้นที่ก็สอบไปในคราวเดียวกัน เพื่อประหยัดไม่ต้องวิ่งไปสอบหลายที่ และสอบพร้อม ๆ กันไปเลย เด็กที่เลือกสอบต้องดูว่ามีคุณสมบัติครบพอที่จะเลือกหรือไม่
           6.4 คะแนน GPAX GPA ไม่ต้องนํามาคิดอีกแล้ว เพราะเป็นปัญหาความไม่เท่าเทียม การสอบ Entrance แต่เดิมนั้นเราไม่มีการนําคะแนน GPA จากโรงเรียนมาคิด แต่มีการพูดคุยกันว่าเด็กในตอนนั้นไม่สนใจเรียนในโรงเรียน เพราะแค่กวดวิชาก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว
           คนที่คิดแก้ปัญหาง่าย ๆ จึงเปลี่ยนระบบ Entrance มาเป็น Admission และกําหนดให้คะแนนในโรงเรียนทุกวิชา (GPA) มีผลต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แทนที่จะแก้ปัญหาเด็กไม่สนใจเรียนในโรงเรียนเอาแต่กวดวิชา กลายเป็นเด็กกวดวิชาหนักกว่าเดิม คือกวดวิชาเพื่อสอบและยังกวดวิชาทําเกรดในโรงเรียน ครูหลายโรงเรียนก็เปิดกวดวิชาตอนเย็นกันเยอะกว่าเดิม นี่แหละครับที่บอกว่าแก้ปัญหาโดยไม่มองให้ครบ นอกจากจะไม่ช่วยให้ปัญหานั้นดีขึ้น ยังกลายเป็นเพิ่มปัญหาอีกมาก
            นอกจากไม่ได้ช่วยลดการกวดวิชากลับทําให้เด็กต้องกวดวิชากันตั้งแต่ ม.4และครูโรงเรียนต่าง ๆ เปิดกวดวิชากันทั่วไป แถมยังมีกวดตามบ้านครูแบบไม่เป็นโรงเรียนอีกมากครับ (เด็กที่ไปเรียนกับครูก็มักได้เกรดสูง) อีกปัญหาที่ตามมาคือหลายโรงเรียนเริ่มจะ "ปล่อยเกรด"เพราะผู้ปกครองกดดัน การไม่นํา GPAXมาใช้ จึงช่วยแก้ปัญหาที่กล่าวมา ส่วน ONET จะใช้หรือไม่ ก็เป็นหน้าที่ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่จะคุยกันเอง 


อ้างอิง: http://www.jsfutureclassroom.com/news_detail.php?nid=322

การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย

2.คุณภาพการศึกษา
            การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทําได้ดังนี้ 1.ปรับวิธีคิด วิธีปฏิบัติของสํานักงานมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติให้เป็นการวัดประเมินที่สอดคล้องกับสภาพจริง และเป็นเพียงการประเมินเพื่อนําไปวางแผนพัฒนา (ไม่ใช่เรื่องของการนํามาให้คุณให้โทษผู้ถูกประเมิน) ที่ผ่านมาเราเน้นการวัดคุณภาพด้วยองค์กรที่จัดตั้งตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ได้แก่ สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพกาศึกษา (สมศ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) แต่เสียงครูทั้งประเทศอยากให้ยุบ สมศ.เพราะทุกคนรู้ดีว่าที่ทํารายงานส่ง สมศ.เป็นแค่รายงานเอกสารที่ไร้ความจริง
ดูข้อมูลความเห็นครูบางส่วนดังนี้ครับ
             "เห็นด้วยกับการยกเลิกระบบประกันคุณภาพการศึกษา เพราะเห็นแต่ละที่ได้ระดับดีเยี่ยม แต่ทําไมเด็กไทยวัดผลมีระดับต่ำลง ผมบอกให้เลย เพราะครูไม่มีเวลาสอนมัวแต่ Make เอกสารอยู่ ปล่อยให้เด็กไปวิ่งเล่นหมดวันไป แล้วการศึกษาไทยจะมีคุณภาพได้อย่างไร"
            "เรื่อง สมศ.หากยุบได้ก็ดี เพราะไม่ได้เข้ามาเพื่อช่วยแก้ไขอะไร เสียดายเงินงบประมาณเปล่า ๆ ทํางานเหมือนเด็กเล่นขายของ ยกตัวอย่าง มีโรงเรียนแห่งหนึ่งได้รับการประเมินภายนอกครั้งที่ 2 ไม่ผ่านต่อมาคณะกรรมการได้มาประเมินซ่อมครั้งที่ 2 เพื่อที่จะให้ผ่าน แต่เมื่อมาประเมินจริง ๆ คณะกรรมการก็มีมติร่วมกันว่าไหน ๆ ก็มาแล้ว ก็จะขอประเมินครั้งที่ 3ให้ผ่านเสียเลย 

อ้างอิง:http://www.jsfutureclassroom.com/news_detail.php?nid=322

การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย

1). ปัญหาด้านคุณภาพของครู ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการประสบความสำเร็จอย่างสูงในการนำคนเก่ง คนดี มีความรู้เข้าสู่วิชาชีพครู โดยคัดเลือกจากนักเรียนที่เก่งที่สุดของแต่ละจังหวัดให้เข้ารับทุนเพื่อเรียนต่อด้านการฝึกหัดครู ดังนั้นครูในยุคนั้นจึงเป็นคนเก่งของประเทศ และมักประสบความสำเร็จทั้งในด้านการพัฒนานักเรียนและชีวิตส่วนตัว ต่อมาเมื่อประเทศไทยมีความต้องการครูสูงขึ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเร่งผลิตครูมากขึ้นเป็นเงาตามตัวโดยปราศจากการวางแผนที่เหมาะสม ถึงกับสถาบันฝึกหัดครูทุกแห่งต่างเปิดสอนในภาคพิเศษและภาคสมทบอย่างแพร่หลาย   ด้วยเหตุนี้บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาสาขาครูจึงมีจำนวนมากเกินความต้องการของตลาดแรงงานส่งผลให้ตกงานในที่สุด ดังนั้นเด็กรุ่นต่อมาจึงไม่เลือกเรียนครูหรือเลือกเป็นลำดับสุดท้ายเนื่องจากไม่มั่นใจในโอกาสที่จะได้งานทำ จึงเป็นที่กล่าวขานกันว่านักเรียนที่เรียนอะไรไม่ได้ จึงเข้าเรียนครูทำให้ภาพลักษณ์ของครู และคุณภาพการศึกษาตกต่ำลงมาก  
                   นอกจากนี้ (ดร.เลขา ปิยะอัจริยะ) ผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัญหาครูไม่มีคุณภาพว่ามิได้เกิดจากระบบไม่ดี หากเกิดจากการที่ครูขาดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ไม่มีแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง รวมถึงยังขาดการจัดการความรู้ที่ดีและมิได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ระหว่างกัน ทั้งนี้ความรู้ในหลักสูตรและในหนังสือที่ประมวลมาสอนเด็กคิดเป็นเพียงร้อยละ 20 ของความรู้ทั้งหมด แต่ความรู้ส่วนใหญ่หรืออีกร้อยละ 80 กลับถูกละเลยได้แก่ความรู้ของครูที่เกษียณอายุไป เพราะที่จริงแล้วครูเหล่านี้มีความรู้และมีประสบการณ์ที่ฝังลึก กระทรวงศึกษาธิการจึงควรนำครูดังกล่าวมาถอดแบบความรู้เพื่อที่คนทั้งสองรุ่นได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จร่วมกันและนำไปต่อยอดเพื่อสร้างคุณภาพเพิ่มแก่เยาชนในอนาคตได้ 
              แนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพของครูในปัจจุบันของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการ ดังนี้
        1.1.การปฏิรูปการผลิตครูและสถาบันผลิตครู โดยกำหนดนโยบายการผลิตครูให้ชัดเจนด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์การปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา (2547-2556) และการผลิตครูแนวใหม่หลักสูตร 5 ปี ใน 8 สาขา โดยเริ่มรุ่นแรกในปี 2547
                           ส่วนการปฏิรูปสถาบันผลิตครู  ได้มีการปฏิรูปคุณภาพคณาจารย์ในสถาบันผลิตครู การวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับความเป็นเลิศทางครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์และการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานและประกันคุณภาพสถาบันฝึกหัดครู 
      1.2. การพัฒนาและส่งเสริมครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา  โดยจัดตั้งสถาบันพัฒนา
และส่งเสริมครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา และการกำหนดนโยบายและแผนการ
พัฒนาครู ฯ ดำเนินการพัฒนาครู ฯ รวมถึงการยกย่องครู ฯ ที่มีผลงานดีเด่น
      1.3.การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพ และการควบคุมการประกอบวิชาชีพ ได้แก่การจัดตั้งองค์กรวิชาชีพครู การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครู  การส่งเสริม และยกย่องผู้ประกอบวิชาชีพ และการควบคุมการประกอบวิชาชีพ                                   

อ้างอิง: https://www.gotoknow.org/posts/409185


การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย

    2). ปัญหาหนี้สินครู ปัจจุบันมีครูมากกว่า 130,000 คน อยู่ในสภาพมีหนี้สินล้นพ้นตัวโดยเฉลี่ยมีหนี้คนละ 1.1 ล้านบาท ทำให้ครูขาดขวัญกำลังใจในการทำงาน  มีคุณภาพชีวิตลดลง และต้องทำงานเพื่อหารายได้เสริม ทำให้ครูอุทิศตนต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนการสอนของผู้เรียนลดลง                                สำหรับแนวทางในการเยียวยาเรื่องหนี้สินครูกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมมือกับธนาคารออมสินอนุมัติเงินกู้จำนวนทั้งหมด 8 พันล้านบาทเพื่อดูแลครูที่มีปัญหาวิกฤติจริงๆ และได้กำหนด    แนวทางการแก้ปัญหาเพิ่มเติม ดังนี้ การเปิดคลีนิคทางการเงินเพื่อให้คำแนะนำเรื่องการออมเงินและการปรับสภาพหนี้  เพื่อให้บริการคำแนะนำเรื่องปัญหาหนี้สินของครู  จัดโครงการสัมมนาแก่ครูทั่วประเทศเพื่อให้ความรู้ และจัดทำคู่มือเกี่ยวกับคำถาม-ตอบในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น 
อ้างอิง:https://www.gotoknow.org/posts/409185

การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย

3). ปัญหาการขาดแคลนครูสะสม  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้สำรวจภาวะการขาดแคลนครูในสังกัดตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกค) เมื่อต้นปี 2550 พบว่าโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศยังขาดแคลนครูประมาณ 70,000 คน ทั้งนี้มีสาเหตุจากหลายประการอาทิการผลิตและบรรจุครูไม่สัมพันธ์กัน นโยบายของรัฐในการจำกัดกำลังคนภาครัฐและการคืนอัตรากำลังทดแทนขาดดุลยภาพ โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด การกำหนดเกณฑ์การคืนอัตรากำลังของสำนักงานข้าราชการครู ฯ กับคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและกำลังคนภาครัฐไม่ตรงกัน รวมถึงนโยบายการเกลี่ยอัตรากำลังครูไม่ได้ผล ฯลฯ ทำให้ครูแต่ละคนต้องทำงานหนัก มีเวลาในการเตรียมการสอนและถ่ายทอดความรู้ไม่เพียงพอ และบางครั้งทำให้ครูไม่มีโอกาสเข้ารับการพัฒนาอย่างเต็มที่ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาของไทย ตกต่ำลง 

                   สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนครู คือ การจัดทำโครงการครูสหกิจ โดยให้นักศึกษาครูในหลักสูตร 5 ปี ได้ฝึกสอนในโรงเรียนที่ขาดครูโดยมีค่าเบี้ยเลี้ยงตอบแทน  จัดให้ครูที่สอนไม่ตรงคุณวุฒิได้อบรมด้านการศึกษาเพิ่มเติม ปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่โดยพัฒนาการสอนในชั้นเรียนขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมนำสื่อเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ เช่น  e-learning และ multi media และนโยบายรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนไม่เกิน 120 คนเข้าด้วยกันเพื่อให้มีครูครบ  8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมถึงประหยัดครูและงบประมาณด้วย   
  อ้างอิง: https://www.gotoknow.org/posts/409185