แนวทางพัฒนาการศึกษาของชาติ
ประเด็นสําคัญ 2 เรื่อง
คือการกระจายโอกาสทางการศึกษา และคุณภาพการศึกษา
1. การกระจายโอกาสทางการศึกษา ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโอกาสทางการศึกษานี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะที่ผ่านมา สิ่งที่เราทํานั้นเหมือนว่าเราได้จัดการศึกษาอย่างทั่วถึงแล้ว มีการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ 12 ปี เรามีตัวเลขที่ดูเหมือนว่าจะดี แต่ในความเป็นจริง เด็กออกจากระบบโรงเรียนมากมาย โดยไม่ได้ประโยชน์จากการเรียนในระบบ เพราะการสอนด้วยเนื้อหาตําราที่ห่างไกลชีวิต ไม่ช่วยให้เด็กส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจากเรื่องที่เรียน
1. การกระจายโอกาสทางการศึกษา ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโอกาสทางการศึกษานี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะที่ผ่านมา สิ่งที่เราทํานั้นเหมือนว่าเราได้จัดการศึกษาอย่างทั่วถึงแล้ว มีการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ 12 ปี เรามีตัวเลขที่ดูเหมือนว่าจะดี แต่ในความเป็นจริง เด็กออกจากระบบโรงเรียนมากมาย โดยไม่ได้ประโยชน์จากการเรียนในระบบ เพราะการสอนด้วยเนื้อหาตําราที่ห่างไกลชีวิต ไม่ช่วยให้เด็กส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจากเรื่องที่เรียน
การกระจายโอกาสทางการศึกษานี้สําคัญมากและเกี่ยวโยงไปหลายเรื่องขอสรุปปัญหาเรื่องโอกาสทางการศึกษาดังนี้
1.1 โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เด็กยากจน เด็กชนบทมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพน้อยกว่าเด็กในเมืองและเด็กมีฐานะดี เด็กยากจนเหล่านี้ไม่มีเงินกวดวิชา ส่วนมากจึงต้องเรียนโรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบทที่ขาดแคลนบุคลากร ครุภัณฑ์ ส่วนเด็กที่พอจะมีเวลา มีฐานะก็มุ่งหน้ากวดวิชา สอบแข่งขันเข้าเรียนในเมือง เด็กในเมืองก็แข่งขันเข้าเรียน โรงเรียนดังหรือกรุงเทพฯ ในขณะที่รัฐจ่ายงบประมาณตามรายหัว โรงเรียนใหญ่ก็ได้งบฯมาก โรงเรียนเล็กได้งบฯน้อย โรงเรียนเล็กจึงขาดคุณครู เจ้าหน้าที่ วัสดุอุปกรณ์ ฯลฯ คุณภาพทางการศึกษา จึงแตกต่างกันมาก
1.1 โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เด็กยากจน เด็กชนบทมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพน้อยกว่าเด็กในเมืองและเด็กมีฐานะดี เด็กยากจนเหล่านี้ไม่มีเงินกวดวิชา ส่วนมากจึงต้องเรียนโรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบทที่ขาดแคลนบุคลากร ครุภัณฑ์ ส่วนเด็กที่พอจะมีเวลา มีฐานะก็มุ่งหน้ากวดวิชา สอบแข่งขันเข้าเรียนในเมือง เด็กในเมืองก็แข่งขันเข้าเรียน โรงเรียนดังหรือกรุงเทพฯ ในขณะที่รัฐจ่ายงบประมาณตามรายหัว โรงเรียนใหญ่ก็ได้งบฯมาก โรงเรียนเล็กได้งบฯน้อย โรงเรียนเล็กจึงขาดคุณครู เจ้าหน้าที่ วัสดุอุปกรณ์ ฯลฯ คุณภาพทางการศึกษา จึงแตกต่างกันมาก
1.2 เด็กที่ออกจากระบบก่อน
ม.6 ประมาณ 60% เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นเด็กที่ไร้การศึกษา
เพราะการศึกษาแบบหลักสูตรสําเร็จรูป การสอบแบบท่องจําเนื้อหาหรือวิธีคํานวณ
เป็นการเรียนเพื่อสอบและการเรียนเพื่อเรียนต่อ การศึกษาอย่างนี้กลายเป็นเครื่องมือแบ่งคนออกเป็น
2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีโอกาสและกลุ่มไร้โอกาส
ระบบแบบนี้ทําให้เด็ก 60% กลายเป็นคนขาดโอกาสที่จะพัฒนาชีวิตด้วยการศึกษาส่วนอีก 40% ที่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา
ก็เรียนจบมาเจอสภาพตกงานปีละ 100,000 กว่าคน
เพราะปัญหาคุณภาพอุดมศึกษา
1.3 เด็กที่เสียเปรียบจากความยากจน ถึงแม้จะได้เรียนฟรี
แต่เป็นการเรียนฟรีที่ไร้คุณภาพ การจะสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ
(ที่รัฐจ่ายงบประมาณมาก ๆ) จึงเป็นไปได้ยากมาก นักเรียนในชนบท
รวมทั้งที่เรียนในเมือง แต่ไม่มีเงินกวดวิชา แทบหมดโอกาสที่จะเข้าเรียนต่อในคณะและสาขาที่มีการแข่งขันสูง
เพราะการคัดเลือกเข้าเรียนต่อที่วัดผลด้านเดียว คือด้านการทําข้อสอบ เด็กกลุ่มนี้จึงต้องกู้เงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
(กยศ.) เพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชน และมหาวิทยาลัยที่มีการแข่งขันต่ำ
ความหวังแค่ให้เรียนจบ เพราะคิดว่าปริญญาจะเป็นใบเบิกทางสู่อาชีพการงานที่ดี แต่ในสภาพจริง บัณฑิตจํานวนมากที่มีแค่ปริญญา แต่ขาดทักษะอนาคต (21stCentury
Skills) จะหางานทําได้ยากมากส่วนมากต้องไปทํางานอื่น ๆ
ซึ่งไม่ตรงกับสาขาที่เรียนมา เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป
ความต้องการคนทํางานเปลี่ยนไป แต่มหาวิทยาลัยยังคงสอนแบบเดิม ๆ เปิดคณะสาขาแบบเดิม
โดยไม่ใส่ใจกับโอกาสได้งานของบัณฑิต บัณฑิตเหล่านี้เมื่อจบออกมาไม่มีงานทํา ไม่มีเงินใช้หนี้ ครบ 3
ปี โดนหน่วยงานรัฐอย่าง กยศ.ฟ้อง กลายเป็นจําเลย
เป็นความเสียเปรียบซ้ำซ้อนของเด็กยากจน1.4 เด็กที่ออกจากระบบโรงเรียน เมื่อไปทํางานขาดโอกาสในการพัฒนาชีวิตและอาชีพของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่มีหน่วยงานและงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่สามารถนําวิชาความรู้ไปช่วยเขาได้ แต่ขาดแนวคิดและวิธีการจากหน่วยงานทางการศึกษาเหล่านั้น การแก้ปัญหาเรื่องโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา น่าจะเป็นสิ่งแรกที่ควรทํา เพราะเมื่อทําแล้วจะมีครู ผู้ปกครองนักเรียนได้รับประโยชน์มาก เป็นการทําเพื่อคนส่วนใหญ่ในประเทศ
แนวทางในการแก้ปัญหานี้ คือ
1. เปลี่ยนแปลงการจัดงบประมาณให้เป็นไปตามความจําเป็น (ไม่ใช่งบฯต่อรายหัว) โรงเรียน มหาวิทยาลัยที่มีครบ ควรใช้งบประมาณจากรัฐน้อยลง อีกทั้งยังมีหลายโรงเรียนที่น่าจะเลี้ยงตัวเองได้ เพื่อให้รัฐได้ใช้งบประมาณส่งไปให้โรงเรียน มหาวิทยาลัยห่างไกลที่ยังต้องการงบฯลงทุนอีกมาก
2.พัฒนาส่งเสริมกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) กรอ.จะเป็นตัวช่วยให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้เรียนในระดับอุดมศึกษา เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาคนจริง ๆ ผู้กู้ในโครงการ กรอ.นี้ต่างจากผู้กู้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) คือเด็กที่กู้ กรอ.ถ้าเรียนจบปริญญาแล้วไม่มีงานทํา ไม่ต้องใช้หนี้คืน และถ้ามีงานทําก็แค่เสียภาษีเพิ่มกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อทยอยใช้หนี้
3.การสนับสนุนชุมชนร่วมจัดการศึกษาของโรงเรียน เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชีวิตเด็กในแต่ละโรงเรียนหรือแต่ละห้องเรียนตามสภาพจริงโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากกว่าที่ผ่านมา จากอดีตจนปัจจุบัน เรามีการจัดทํา หลักสูตรแกนกลาง ส่งตรงจากกระทรวงไปทั่วประเทศด้วยวิชาเนื้อหาที่ละเอียด ชัดเจนทําให้เด็กจํานวนมากต้องเรียนเรื่องที่กระทรวงกําหนด ครูต้องสอนตามกําหนดโดยมีหลักสูตรเป็นสําคัญ หลักสูตรจากส่วนกลางจะมีเนื้อหามากมายที่เด็กไม่มีโอกาสได้ใช้เนื้อหานั้นไปทําประโยชน์อะไรเลย แต่ต้องเรียนเพื่อทําข้อสอบ กลายเป็นภาระทําให้เด็กเสียเวลาการสอบแบบโบราณ การทําให้ชุมชนเห็นความสําคัญ และเพิ่มบทบาทให้เข้าร่วมรับผิดชอบ จะทําให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย และเรียนรู้ตามที่ควรเป็น
4.นําการศึกษาสู่ประชาชน เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ควรส่งเสริมให้สังคมเป็นสังคมที่มีการศึกษา ให้คนที่อยู่นอกระบบโรงเรียนจํานวนมากได้โอกาสที่จะพัฒนาอาชีพและชีวิต โดยมี กศน.วัด ชุมชนและองค์กรเอกชนเป็นส่วนร่วมในการใช้พื้นที่ และสร้างองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนเองการจัดการศึกษาแบบนี้จะทําให้วิชาความรู้ต่าง ๆ ในระบบการศึกษาสามารถส่งต่อไปยังชุมชน และเป็นการศึกษาอย่างแท้จริง
ตัวอย่างเช่นคนที่ทํามาหากิน เช่น คนขับแท็กซี่ แม่ค้าพ่อค้า แผงลอย สามารถเรียนภาษาอังกฤษ เรียนกฎหมาย เรียนเรื่องโภชนาการได้ทางวิทยุ โรงเรียนควรออกให้ความรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพของคนในสังคมรอบ ๆ สถานศึกษาของตัวเอง
5.การส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เอาปัญหาของประเทศเป็นตัวตั้ง และพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของบ้านเมือง ปัญหาเรื่องทรัพยากรปัญหาเรื่องน้ำ ปัญหาการเมือง ปัญหาสังคมต้องได้รับการศึกษา วิจัย และหาแนวทางจัดการที่เหมาะสม ถ้ามหาวิทยาลัยไม่สามารถเป็นปัญญาของสังคมได้แล้ว เราจะไปหวังพึ่งพาความรู้จากที่ไหน
6.ถ้าเรามีระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ดี จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องโอกาสในการศึกษา และยังส่งเสริมคุณภาพการศึกษาด้วยการนําเสนอการสอบเข้า และการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ดังนี้
6.1 สอบอุดมศึกษา ให้สอบพร้อมกันโดยมหาวิทยาลัย คณะต่าง ๆ อาจร่วมกันออกข้อสอบ หรือแยกออกข้อสอบ แล้วแต่ความต้องการของมหาวิทยาลัย หรือคณะนั้น ๆ ดังนั้น การสอบนี้จะเรียกว่าสอบตรงก็ได้ แต่สอบพร้อมกันหมดอาจเป็นช่วงสอบ 10 วัน เพราะจะมีจํานวนวิชาสอบมาก และเด็กต้องตัดสินใจเลือกเองว่าจะสอบเข้าคณะอะไร วิธีแบบนี้เด็กไม่ต้องวิ่งสอบ ประหยัดค่าใช้จ่าย มหา′ลัยก็ได้เด็กตามแบบที่ตนต้องการ จะให้สอบวิชาไหน ก็กําหนดในใบสมัครเลย ด้วยวิธีนี้จะเป็นการประหยัด เด็กไม่ต้องวิ่งรอกสอบตามที่ต่าง ๆ
6.2 มหาวิทยาลัยสามารถกําหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ได้ตามต้องการ เช่น ต้องมีคุณสมบัติแบบไหน ต้องการทักษะแบบไหน ตรงนี้จะไปมีส่วนเปลี่ยนการเรียนการสอนและการประเมินผลในโรงเรียน และลดปัญหาเด็กเอาแต่กวดวิชาแข่งขัน โดยขาดการพัฒนาทักษะอื่น ๆ
6.3 ในการรับโครงการพิเศษ ความสามารถพิเศษ สอบโควตาพิเศษต่าง ๆ โควตาพื้นที่ก็สอบไปในคราวเดียวกัน เพื่อประหยัดไม่ต้องวิ่งไปสอบหลายที่ และสอบพร้อม ๆ กันไปเลย เด็กที่เลือกสอบต้องดูว่ามีคุณสมบัติครบพอที่จะเลือกหรือไม่
6.4 คะแนน GPAX GPA ไม่ต้องนํามาคิดอีกแล้ว เพราะเป็นปัญหาความไม่เท่าเทียม การสอบ Entrance แต่เดิมนั้นเราไม่มีการนําคะแนน GPA จากโรงเรียนมาคิด แต่มีการพูดคุยกันว่าเด็กในตอนนั้นไม่สนใจเรียนในโรงเรียน เพราะแค่กวดวิชาก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว
คนที่คิดแก้ปัญหาง่าย ๆ จึงเปลี่ยนระบบ Entrance มาเป็น Admission และกําหนดให้คะแนนในโรงเรียนทุกวิชา (GPA) มีผลต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แทนที่จะแก้ปัญหาเด็กไม่สนใจเรียนในโรงเรียนเอาแต่กวดวิชา กลายเป็นเด็กกวดวิชาหนักกว่าเดิม คือกวดวิชาเพื่อสอบและยังกวดวิชาทําเกรดในโรงเรียน ครูหลายโรงเรียนก็เปิดกวดวิชาตอนเย็นกันเยอะกว่าเดิม นี่แหละครับที่บอกว่าแก้ปัญหาโดยไม่มองให้ครบ นอกจากจะไม่ช่วยให้ปัญหานั้นดีขึ้น ยังกลายเป็นเพิ่มปัญหาอีกมาก
นอกจากไม่ได้ช่วยลดการกวดวิชากลับทําให้เด็กต้องกวดวิชากันตั้งแต่ ม.4และครูโรงเรียนต่าง ๆ เปิดกวดวิชากันทั่วไป แถมยังมีกวดตามบ้านครูแบบไม่เป็นโรงเรียนอีกมากครับ (เด็กที่ไปเรียนกับครูก็มักได้เกรดสูง) อีกปัญหาที่ตามมาคือหลายโรงเรียนเริ่มจะ "ปล่อยเกรด"เพราะผู้ปกครองกดดัน การไม่นํา GPAXมาใช้ จึงช่วยแก้ปัญหาที่กล่าวมา ส่วน ONET จะใช้หรือไม่ ก็เป็นหน้าที่ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่จะคุยกันเอง
อ้างอิง: http://www.jsfutureclassroom.com/news_detail.php?nid=322
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น